ขยะทะเล…วิกฤตการณ์ใหม่ของโลก

ขยะทะเล…วิกฤตการณ์ใหม่ของโลก

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ปัญหา “ขยะทะเล” ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในปี 2560 และปี 2561 นี้ปรากฏข่าว เช่น

“เต่าตนุ กินขยะทะเลตาย…จากการพบเต่าตนุวัยเจริญพันธุ์ เพศเมียกำลังตั้งท้องตายเกยตื้น บริเวณชายหาดระยอง ผลจากการผ่าพิสูจน์ ในระบบทางเดินอาหารพบเศษพืชจำนวนมาก และขยะทะเลประเภทเชือก จึงสามารถสรุปสาเหตุการตายได้จากการติดเชื้อไวรัส หรือการอักเสบอย่างรุนแรงทั่วร่างกาย” ไทยพีบีเอส 8 มิถุนายน 2560

“พบซากโลมาเกยตื้นชายฝั่งบริเวณแหลมงอบ บ้านบางปิด ตำบลแหลมงอบ อำเภอเมือง จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2560 โดยผลชันสูตรเบื้องต้นพบกล่องเครื่องดื่ม 1 กล่อง หลอดดูด อาหารจำพวกปลาข้างเหลือง เศษหมึกที่ย่อยแล้วในกระเพาะอาหาร…” กรีนนิวส์ 20 มิถุนายน 2560

“ขยะกว่า 100 ตัน พัดเกยหาดปากน้ำปราณบุรี…” เดลินิวส์ 30 ตุลาคม 2560

“ขยะทะเลไทยติดอันดับ 6 จาก 192 ประเทศทั่วโลก…ขยะทะเลร้อยละ 80 เกิดจากกิจกรรมบนบก มีเพียงร้อยละ 20 ที่มาจากกิจกรรมทางทะเล แต่ทั้งหมดเกิดจากมนุษย์เราทั้งสิ้น…” ไทยรัฐ 8 พฤศจิกายน 2560

“ระหว่าง วันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2561 พบแพขยะลอยเกลื่อนหาดเกาะทะลุ แหล่งดำน้ำดูปะการัง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยแพขยะลอยเข้ามาเกยแนวชายฝั่งอ่าวใหญ่-อ่าวเทียน ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร และอ่าวมุก ประมาณ 400 เมตร ขยะที่พบส่วนใหญ่เป็นขวดแก้ว ขวดพลาสติก เศษโฟม รวมปริมาณขยะที่เก็บรวบรวมได้มากถึง 2 ตัน” ไทยพีบีเอส 18 กุมภาพันธ์ 2561

“ขยะทะเล” เป็นปัญหาร่วมกันของโลก ปัญหาที่ในทศวรรษนี้ ทุกประเทศต่างตระหนักถึงความรุนแรงที่นับวันจะมากขึ้นเป็นลำดับหากยังไม่มีการจัดการใดๆ โดยเฉพาะขยะ “พลาสติก” พบว่าพลาสติกที่สะสมในทะเลและมหาสมุทรได้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ จนถึงขนาดที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เรียกกันว่า “ไมโคร พลาสติก” และจนถึงวันนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่า จะแยกเอาไมโครพลาสติกเหล่านี้ออกจากระบบนิเวศทางทะเลได้อย่างไร ทั้งนี้เป็นที่ยอมรับทั่วกันว่า สาเหตุหลักของขยะพลาสติกในทะเลมาจากกิจกรรมบนบก โดยเฉพาะจาก ข้อจำกัดที่ไม่สามารถจัดการขยะบนบกได้ทั้งหมด และพลาสติกจากกิจกรรมทางทะเล เช่น การประมง เรือสำราญ เป็นต้น

“ขยะทะเล” เป็นสถานการณ์ระดับโลก จากรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) ระบุข้อมูลที่น่าตกใจว่า

“ที่เราเห็นเป็นแพขยะจำนวนมหาศาลในมหาสมุทรหลายแห่งทั่วโลกนั้น ถือเป็นเพียงร้อยละ 0.5 ของขยะในทะเลเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร”

“ร้อยละ 60-90 หรือบางครั้งอาจถึงร้อยละ 100 ของปริมาณขยะที่สะสมบริเวณชายหาด ที่ลอยบนผิวน้ำทะเล และที่ท้องทะเลนั้น พบว่า คือ ขยะพลาสติกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือ หลายชนิดรวมกัน โดยร้อยละ 80 ของขยะบริเวณชายหาดทั่วโลกที่พบ คือ ก้นบุหรี่ ถุงพลาสติก เครื่องมือประมง และบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 90 ของขยะที่พบบริเวณท้องทะเล คือ พลาสติก”

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลและตลอดห่วงโซ่อาหาร

“จากการศึกษา ปรากฏว่า พบขยะทะเลในเต่าทะเลแทบทุกตัว และพบในวาฬร้อยละ 59 ในแมวน้ำ ร้อยละ 36 และในนกทะเล ร้อยละ 40”

“พลาสติกสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่เล็กมาก เช่น แพลงตอน จนถึงขนาดใหญ่มากขึ้น เช่น หอย ปลา การตรวจวิเคราะห์ปลาในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ จำนวน 141 ตัว (รวม 27 ชนิด) พบว่า จำนวน ร้อยละ 9 มีพลาสติกอยู่ในท้อง เช่นเดียวกับการศึกษาที่พบว่า ร้อยละ 30 ของปลาที่จับได้ในช่องแคบอังกฤษมีพลาสติกสะสมในท้องเช่นกัน แม้ว่าขณะนี้ยังเป็นเรื่องยากในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพของปลา กับ ไมโครพลาสติก แต่คาดว่าย่อมมีผลในระยะยาว”

“จากการศึกษาพบพลาสติกในปลา 1 ตัวจากทุกๆ 4 ตัวที่ขายในตลาดในสหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซีย แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีผลการวิจัยที่แน่ชัดเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ แต่เชื่อว่ามนุษย์ย่อมได้รับผลกระทบจากปัญหาพลาสติกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

“ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอันเนื่องจากมลพิษพลาสติกต่อมหาสมุทร คาดว่ามีมูลค่าอย่างน้อย 8 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี”

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาติ (UNEP) เสนอแนะให้ประชาคมโลกร่วมกันดำเนินการเพื่อลดความรุนแรงของปัญหาและป้องกันปัญหาในระยะยาว เช่น ให้ความสำคัญกับการป้องกัน ด้วยการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ส่งเสริมการยืดอายุการใช้พลาสติก และในระยะสั้น ควรให้ความสำคัญกับการจัดการและระบบการเก็บรวบรวมขยะพลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และผลักดันนโยบายให้ทันต่อสภาพปัญหาและสถานการณ์

สำหรับประเทศไทย ได้พยายามดำเนินการตามข้อแนะนำดังกล่าวแล้ว แม้ว่าอาจยังไม่ปรากฏผลที่ชัดเจนก็ตาม โดยเฉพาะภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ต่างมีความพยายามหลากหลายรูปแบบในระดับชุมชนท้องถิ่น และการดำเนินงานระดับนโยบายเพื่อมุ่งแก้ปัญหา “ไมโครพลาสติก” ของภาครัฐ ก็คือ การประกาศยกเลิกการใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (แคปซีล) ตั้งแต่ เมษายน 2560 และมีเป้าหมายให้ผู้ผลิตทั้งหมดยกเลิกการใช้แคปซีลภายในปี 2562 เนื่องจากมีน้ำหนักเบา จัดเก็บยากสามารถกระจายทั่วไป ทั้งนี้ประเทศไทยผลิตน้ำดื่มประมาณ 4,400 ล้านขวดต่อปี ใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 520 ตันต่อปี

ที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้สามารถแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาได้ในระยะยาว

อ้างอิง

UNEP and GRID-Arendal, (2016) Marine Litter Vital Graphics. United Nations Environment Programme and GRID-Arendal. Nairobi and Arendal. www.unep.org, www.grida.no

You are donating to : Greennature Foundation

How much would you like to donate?
$10 $20 $30
Would you like to make regular donations? I would like to make donation(s)
How many times would you like this to recur? (including this payment) *
Name *
Last Name *
Email *
Phone
Address
Additional Note
paypalstripe
Loading...